ufa899

ไมเคิล คาร์ริก

ไมเคิล คาร์ริก

สารบัญเว็บไซต์

จากความหวังสู่แรงกดดัน ไมเคิล คาร์ริกกำลังเจอบททดสอบหนักที่สุดกับแมนยู

ช่วงเปิดฤดูกาลนี้ของ ไมเคิล คาร์ริก กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เริ่มเปลี่ยนจากความคาดหวังกลายเป็นแรงกดดันเร็วกว่าที่หลายคนคิด เพราะหากย้อนกลับไปเมื่อฤดูกาลก่อน คาร์ริกเข้ามารับงานแล้วพาทีมจบอันดับสามด้วยผลงานชนะ 12 จาก 17 นัด ทำให้ภาพก่อนเปิดฤดูกาลใหม่เต็มไปด้วยความหวังว่าแมนยูอาจกลับมาแข่งขันกับทีมระดับหัวตารางได้จริง แต่หลังผ่านพรีเมียร์ลีกสี่เกมแรก ยูไนเต็ดกลับชนะเพียงนัดเดียว และล่าสุดยังตกรอบ EFL Cup หลังเปิดบ้านนำไบรท์ตัน 2-0 ก่อนถูกแซงแพ้ 2-3 ซึ่งเป็นผลการแข่งขันที่ยิ่งทำให้ สถานการณ์ไมเคิล คาร์ริก ถูกจับตามองหนักกว่าเดิม (reuters.com) จากที่ผมติดตามแมนยูมาตลอด จุดที่น่าเป็นห่วงไม่ได้อยู่เพียงจำนวนชัยชนะ แต่คือภาพของทีมที่ยังไม่นิ่ง เกมหนึ่งเล่นได้ดีมาก แต่อีกเกมกลับเสียการควบคุมง่าย ๆ ตัวอย่างชัดเจนคือเกมกับไบรท์ตัน แมนยูนำสองลูกในเวลาเพียง 10 นาที แต่หลังจากนั้นกลับปล่อยให้คู่แข่งกลับเข้ามาครองเกม จนกลายเป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปีที่ยูไนเต็ดนำ 2-0 ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ดแล้วจบด้วยความพ่ายแพ้ สิ่งนี้ทำให้คำว่า “ต้องใช้เวลา” เริ่มถูกตั้งคำถามมากขึ้น เพราะคาร์ริกไม่ได้เพิ่งเข้ามาคุมทีมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เขาเคยมีช่วงเวลาที่ทำให้แฟนบอลเห็นแล้วว่าทีมสามารถเล่นได้ดีกว่านี้ (skysports.com) ปัญหาของ ผลงานแมนยูฤดูกาลนี้ จึงอยู่ตรงที่ความคาดหวังสูงขึ้นตามผลงานฤดูกาลก่อน เมื่อคุณพาทีมกลับมาจบอันดับสามได้ สิ่งที่แฟนบอลคาดหวังต่อไปย่อมไม่ใช่การกลับไปเริ่มต้นใหม่ แต่คือการต่อยอดให้ทีมมีความแน่นอนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เห็นตอนนี้กลับเป็นแมนยูที่เสียคะแนนง่าย เล่นเกมรับไม่ละเอียด และมีปัญหาในการบริหารสถานการณ์เมื่อรูปเกมเปลี่ยน แม้บางนัดจะมีปัจจัยที่ไม่ได้เข้าทาง เช่น ประตูชัยของแมนซิตี้ที่องค์กรผู้ตัดสินยอมรับภายหลังว่า VAR ตัดสินผิด แต่ผมคิดว่าคาร์ริกเองคงรู้ดีว่าไม่สามารถใช้เรื่องเหล่านั้นเป็นคำอธิบายได้ตลอด เพราะหลายปัญหาเกิดขึ้นจากการเล่นของทีมโดยตรงเช่นกัน (reuters.com) ตอนนี้เกมกับฟูแล่มจึงมีความสำคัญมากกว่าการเป็นพรีเมียร์ลีกหนึ่งนัด เพราะมันเป็นโอกาสให้คาร์ริกหยุดกระแสความกดดันก่อนเข้าสู่ช่วงพักทีมชาติ หากแมนยูชนะ บรรยากาศรอบทีมอาจผ่อนลงและเปิดเวลาให้โค้ชแก้ปัญหา แต่หากสะดุดอีก คำถามเรื่องอนาคตจะยิ่งดังขึ้น สำหรับผม อนาคตไมเคิล คาร์ริกกับแมนยู ยังไม่ได้ถูกตัดสินจากช่วงต้นฤดูกาลเพียงไม่กี่นัด แต่สถานการณ์ตอนนี้ชัดเจนแล้วว่าเขาไม่เหลือพื้นที่ให้ความผิดพลาดซ้ำเดิมมากนัก สิ่งที่แฟนบอลต้องการเห็นไม่ใช่คำสัญญาหลังเกม แต่คือทีมที่สามารถเล่นด้วยมาตรฐานเดียวกันมากขึ้น และนั่นคือบททดสอบที่คาร์ริกต้องตอบในสนามให้ได้เร็วที่สุด

ออกสตาร์ตพังตรงไหน? เจาะปัญหาแท็กติกที่ทำให้แมนยูของคาร์ริกยังหาความแน่นอนไม่เจอ

ถ้าจะอธิบายว่า แท็กติกแมนยู ภายใต้ ไมเคิล คาร์ริก มีปัญหาตรงไหน ผมคิดว่าคำตอบไม่ใช่ว่าทีมไม่มีรูปแบบการเล่น เพราะหลายช่วงแมนยูแสดงให้เห็นว่าพวกเขาสามารถเพรสสูง ต่อบอลเร็ว และสร้างโอกาสได้ดี ปัญหาจริง ๆ คือทีมยังรักษารูปแบบนั้นไว้ตลอดเกมไม่ได้ ช่วงต้นฤดูกาลที่ผ่านมา เราเห็นแมนยูเล่นดีเป็นช่วง ๆ แต่เมื่อคู่แข่งเริ่มปรับแผนหรือเพิ่มความเข้มข้น เกมของยูไนเต็ดกลับหลุดง่ายเกินไป เกมแพ้ไบรท์ตัน 2-3 เป็นตัวอย่างที่ชัดที่สุด หลังนำ 2-0 ตั้งแต่นาทีที่ 10 แมนยูไม่สามารถรักษาความกดดันต่อได้ และไม่มีลูกยิงตรงกรอบอีกจนถึงนาทีที่ 76 ทำให้ทีมเยือนมีเวลาค่อย ๆ กลับเข้าสู่การแข่งขัน จนสุดท้ายยิงสามประตูรวดพลิกชนะได้ (skysports.com) จากมุมของผม จุดอ่อนแรกของ ปัญหาแมนยูฤดูกาลนี้ คือระยะห่างระหว่างแต่ละไลน์ เวลาที่เพรสได้พร้อมกัน ทีมดูดุดันและสามารถบีบให้คู่แข่งเสียบอลได้ แต่เมื่อแนวรุกหยุดวิ่งหรือกองกลางดันขึ้นไม่ทันกัน พื้นที่ตรงกลางจะเปิดทันที และเซ็นเตอร์ต้องเผชิญสถานการณ์แบบตัวต่อตัวบ่อยเกินไป Sky Sports วิเคราะห์หลังเกมไบรท์ตันว่าแนวรับของ Leny Yoro และ Ayden Heaven มีปัญหาเรื่องการตัดสินใจและการวิ่งกลับ แต่ผมคิดว่าหากมองภาพใหญ่ มันไม่ได้เป็นความผิดของเซ็นเตอร์สองคนเพียงอย่างเดียว เพราะเมื่อโครงสร้างแดนกลางถูกเจาะง่าย กองหลังก็ต้องแก้ปัญหาในสถานการณ์ที่เสียเปรียบอยู่แล้ว (skysports.com) อีกเรื่องคือการบริหารจังหวะหลังขึ้นนำ ซึ่งกลายเป็นปัญหาที่สะท้อน แผนการเล่นแมนยู อย่างชัดเจน ทีมยังเหมือนเลือกไม่ถูกว่าจะเดินหน้าหาประตูเพิ่มหรือถอยลงมาคุมสถานการณ์ ผลคือหลายครั้งอยู่ในสภาวะครึ่ง ๆ กลาง ๆ ไม่ได้เพรสเต็มที่ แต่ก็ไม่ได้ตั้งบล็อกรับให้แน่น เมื่อเจอทีมที่กล้าต่อบอลอย่างไบรท์ตันหรือแมนซิตี้ พื้นที่ตรงนี้จะถูกโจมตีทันที จากที่ผมดู ผมคิดว่าคาร์ริกต้องทำให้ทีมมี “โหมด” การเล่นที่ชัดกว่านี้ หากนำอยู่แล้วต้องรู้ว่าจังหวะไหนควรเก็บบอล จังหวะไหนควรเล่นตรง และจังหวะไหนต้องหยุดเกมด้วยการฟาวล์หรือถอยลงมาจัดรูปใหม่ ไม่ใช่ปล่อยให้เกมไหลไปตามคู่แข่ง นอกจากนี้ ความฟิตและความเข้มข้นก็ถูกตั้งคำถามหลังเกมไบรท์ตัน โดย Jamie Redknapp วิจารณ์ว่าผู้เล่นหลายคนดูวิ่งกลับไม่เต็มที่ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงอย่างต่อเนื่อง ปัญหานี้จะกระทบทุกระบบไม่ว่าแผนจะดีแค่ไหนก็ตาม (skysports.com) สำหรับผม สิ่งที่คาร์ริกต้องแก้เร่งด่วนไม่ใช่การเปลี่ยนระบบใหม่ทั้งชุด แต่คือทำให้สิ่งที่ทีมมีอยู่เล่นได้ต่อเนื่องกว่าเดิม เพราะแมนยูพิสูจน์แล้วว่าเล่นฟุตบอลดีได้ในบางช่วง ปัญหาคือพวกเขายังทำไม่ได้ตลอด 90 นาที หาก วิเคราะห์แมนยูของคาร์ริก แบบไม่เข้าข้างใคร ผมคิดว่าทีมยังมีคุณภาพพอจะกลับมาได้ แต่ต้องลดช่วงเวลาที่หลุดจากเกมให้น้อยที่สุด เพราะในพรีเมียร์ลีก คู่แข่งไม่ต้องการโอกาสมากเพื่อเปลี่ยนความผิดพลาดเล็ก ๆ ให้กลายเป็นคะแนนที่หายไป และนั่นคือสิ่งที่แมนยูกำลังเจ็บตัวซ้ำแล้วซ้ำอีกในช่วงเปิดฤดูกาลนี้

นำแล้วปิดเกมไม่เป็น ปัญหา Game Management ที่กำลังย้อนทำร้ายไมเคิล คาร์ริก

สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่า ไมเคิล คาร์ริก ต้องรีบแก้มากที่สุดในช่วงนี้ ไม่ใช่แค่ระบบการเล่นหรือการเลือก 11 ตัวจริง แต่คือ การบริหารเกมของแมนยู เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน เพราะหลายครั้งทีมสามารถเริ่มต้นเกมได้ดี สร้างโมเมนตัม หรือแม้กระทั่งเป็นฝ่ายได้เปรียบ แต่กลับไม่รู้ว่าจะจัดการช่วงเวลาหลังจากนั้นอย่างไร เกมแพ้ไบรท์ตัน 2-3 คือภาพที่ชัดที่สุด แมนยูนำถึง 2-0 หลังผ่านไปเพียง 10 นาที ซึ่งตามธรรมชาติแล้วทีมเจ้าบ้านควรเป็นฝ่ายเลือกได้ว่าจะเร่งเพื่อหาประตูที่สาม หรือผ่อนจังหวะแล้วบังคับให้คู่แข่งเป็นฝ่ายวิ่งไล่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับอยู่ตรงกลาง จะบุกต่อก็ไม่สุด จะครองบอลเพื่อฆ่าเวลาก็ทำไม่ได้ และจะถอยลงมาตั้งรับก็ไม่ได้มีโครงสร้างที่แน่นพอ หลังประตูของ Mason Mount แมนยูไม่มีลูกยิงตรงกรอบอีกเลยจนถึงนาทีที่ 76 นั่นหมายความว่าเกินหนึ่งชั่วโมงที่ทีมซึ่งนำอยู่ไม่ได้สร้างแรงกดดันจริงจังต่อประตูคู่แข่งอีกเลย (skysports.com) จากที่ผมดู ผมคิดว่านี่คือปัญหาของ Game Management แมนยู มากกว่าจะเป็นเรื่องนักเตะพลาดจังหวะเดียว เพราะเมื่อไบรท์ตันเริ่มครองบอลดีขึ้น คาร์ริกควรเห็นสัญญาณและเปลี่ยนโครงสร้างก่อนที่จะเสียประตู ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มคนตรงกลาง ลดความสูงของไลน์เพรส หรือสั่งให้ทีมเก็บบอลให้นานขึ้นเพื่อทำลายโมเมนตัมคู่แข่ง แต่ภาพที่เห็นคือแมนยูปล่อยให้เกมไหลไปตามไบรท์ตันจน Kostoulas ยิง 2-1 ก่อนพักครึ่ง หลังจากนั้นสถานการณ์ทางจิตใจก็เปลี่ยนทันที ครึ่งหลังทีมเยือนลงมาด้วยความเชื่อว่าเกมยังเอากลับมาได้ ขณะที่แมนยูกลับดูเหมือนทีมที่กำลังกลัวเสียประตูมากกว่าทีมที่กำลังนำอยู่ และเมื่อ Pascal Groß ยิงตีเสมอ ทุกอย่างก็เริ่มหลุดอย่างรวดเร็ว ก่อน Maxim De Cuyper จะยิงแซงในอีกไม่กี่นาทีต่อมา นี่คือเรื่องที่ แท็กติกไมเคิล คาร์ริก ต้องมีคำตอบ เพราะผู้จัดการทีมระดับพรีเมียร์ลีกไม่ได้ถูกวัดแค่การวางแผนก่อนเกม แต่ถูกวัดจากการอ่านเกมระหว่างการแข่งขันด้วยว่ารู้ไหมว่าทีมกำลังเสียอะไร และจะแก้ตรงไหนก่อนที่สกอร์จะเปลี่ยน สิ่งที่น่าสนใจคือคาร์ริกเองก็ยอมรับหลังเกมว่าฟอร์มช่วงท้ายครึ่งหลังเป็นความรับผิดชอบของเขา ซึ่งอย่างน้อยแสดงว่าเขามองเห็นปัญหา ไม่ได้โยนทุกอย่างให้นักเตะ แต่จากนี้คำพูดต้องตามมาด้วยการเปลี่ยนแปลงจริงในสนาม (reuters.com) สำหรับผม แมนยูไม่จำเป็นต้องกลับไปเล่นรับลึกทุกครั้งเมื่อขึ้นนำ สิ่งที่ต้องมีคือแผนสองและแผนสาม เช่น หากนำหนึ่งลูกจะควบคุมเกมอย่างไร หากคู่แข่งเริ่มกดสูงจะออกบอลแบบไหน หรือหากแดนกลางเริ่มถูกเจาะจะเพิ่มคนตรงไหน เมื่อผู้เล่นรู้หน้าที่ในแต่ละสถานการณ์ ความตื่นตระหนกจะลดลง ปัญหาของ แมนยูนำแล้วปิดเกมไม่ลง จึงไม่ใช่เรื่องโชคร้าย แต่เป็นรายละเอียดทางแท็กติกและการสื่อสารที่ต้องฝึกให้กลายเป็นนิสัย หากคาร์ริกทำให้ทีมบริหารช่วงเวลาสำคัญได้ดีขึ้น หลายเกมที่ตอนนี้กลายเป็นความผิดหวังอาจเปลี่ยนเป็นสามคะแนนหรือการผ่านเข้ารอบได้โดยไม่ต้องเล่นฟุตบอลสมบูรณ์แบบตลอด 90 นาทีเลย

นักเตะไม่ดีพอ หรือแผนยังไม่ลงตัว? แยกปัญหาคาร์ริกออกจากปัญหาโครงสร้างแมนยู

เวลาทีมอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกสตาร์ตฤดูกาลได้ไม่ดี คำถามที่เกิดขึ้นเร็วที่สุดมักเป็นเรื่องผู้จัดการทีม แต่จากที่ผมมองสถานการณ์ตอนนี้ หากโยนปัญหาทั้งหมดให้ ไมเคิล คาร์ริก คนเดียวก็คงไม่ยุติธรรมเท่าไร เพราะหลายอย่างที่เห็นในสนามสะท้อนปัญหาของโครงสร้างทีมและการสร้างขุมกำลังด้วยเช่นกัน แมนยูมีการเปลี่ยนแปลงผู้เล่นจำนวนมากในช่วงซัมเมอร์ ทั้งซื้อเข้าและปล่อยออก แต่การลงทุนส่วนใหญ่ไปอยู่ที่แดนกลางและเกมรุก ขณะที่แนวรับยังมีเครื่องหมายคำถาม โดย Sky Sports ระบุว่าขุมกำลังชุดปัจจุบันมีมูลค่าสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของพรีเมียร์ลีก แต่สัดส่วนการลงทุนค่อนข้างหนักไปทางแนวรุกและกองกลาง ส่วนตำแหน่งกองหลังและฟูลแบ็กยังถูกตั้งคำถามเรื่องคุณภาพและความลึกของตัวเลือก (skysports.com) เกมกับไบรท์ตันทำให้เรื่องนี้เห็นชัด เมื่อ Leny Yoro และ Ayden Heaven ซึ่งยังมีประสบการณ์ไม่มากต้องจับคู่กันในเกมที่แรงกดดันสูง ขณะที่ฟูลแบ็กอย่าง Diogo Dalot และ Noussair Mazraoui ก็ถูกตั้งคำถามเรื่องตำแหน่งและการช่วยเกมรับ ถ้ากองหลังต้องวิ่งแก้สถานการณ์ตลอดเพราะกองกลางถูกผ่านง่าย มันก็เป็นปัญหาระบบ แต่ถ้านักเตะเสียตำแหน่งหรือแพ้การดวลแบบที่ไม่ควรแพ้ ตรงนั้นก็เป็นเรื่องคุณภาพรายบุคคล ดังนั้น ปัญหาโครงสร้างแมนยู กับปัญหาแท็กติกจึงเชื่อมกันจนแยกออกจากกันยาก อีกเรื่องที่ผมมองว่าน่าห่วงคือความเข้มข้นทางกายภาพ ตัวเลขช่วงต้นฤดูกาลบอกว่าแมนยูอยู่ลำดับ 14 ของพรีเมียร์ลีกด้านระยะทางรวม แต่ตกไปถึงอันดับ 18-19 ในตัวเลขการสปรินต์และการวิ่งความเร็วสูง ซึ่งหมายความว่าทีมอาจวิ่งเยอะ แต่ไม่ได้วิ่งด้วยความเร็วที่เพียงพอสำหรับการเพรสและการถอยป้องกันจังหวะเปลี่ยนเกม (skysports.com) ตรงนี้คาร์ริกต้องรับผิดชอบส่วนหนึ่งแน่นอน เพราะเรื่องความฟิต รูปแบบการเพรส และความเข้มข้นในการฝึกเป็นหน้าที่ของทีมโค้ช แต่ในเวลาเดียวกัน นักเตะเองก็ต้องแสดงความรับผิดชอบ หากคำสั่งคือให้วิ่งปิดพื้นที่แล้วมีผู้เล่นบางคนไม่ทำเต็มที่ ต่อให้ระบบดีแค่ไหนก็พังได้เหมือนกัน นี่จึงเป็นเหตุผลที่ผมไม่ชอบคำอธิบายง่าย ๆ ว่า “เปลี่ยนโค้ชแล้วทุกอย่างจะดี” หรือ “นักเตะห่วยทั้งหมด” เพราะความจริงน่าจะอยู่ตรงกลาง คาร์ริกมีข้อผิดพลาดเรื่อง การจัดทีมแมนยู และการแก้เกมที่ต้องปรับ ขณะที่ฝ่ายบริหารก็ต้องรับผิดชอบว่าขุมกำลังที่สร้างขึ้นสมดุลพอหรือไม่ Reuters ระบุว่าแรงกดดันต่อคาร์ริกเพิ่มขึ้นหลังแมนยูชนะเพียงหนึ่งจากสี่เกมลีกแรกและตกรอบลีกคัพ แต่ปัญหาเกิดขึ้นในบริบทของสโมสรที่เปลี่ยนผู้จัดการทีมหลายครั้งและยังเจอคำถามเรื่องทิศทางการสร้างทีมต่อเนื่อง (reuters.com) สำหรับผม สิ่งที่แมนยูควรทำตอนนี้ไม่ใช่หาคนผิดเพียงคนเดียว แต่ต้องแยกปัญหาให้ชัด อะไรคือเรื่องที่คาร์ริกแก้ได้ด้วยแท็กติก อะไรคือเรื่องสภาพร่างกายที่ทีมโค้ชต้องจัดการ และอะไรคือช่องโหว่ของขุมกำลังที่ฝ่ายบริหารต้องรับผิดชอบ หากยังเอาทุกอย่างมารวมกันแล้วรอจนผลงานแย่ค่อยเปลี่ยนโค้ช วงจรเดิมก็มีโอกาสกลับมาอีก สิ่งที่สำคัญกว่าคือทำให้ แมนยูยุคไมเคิล คาร์ริก มีทั้งระบบที่ชัดและผู้เล่นที่เหมาะกับระบบนั้นจริง ๆ เพราะสองอย่างนี้ต้องเดินไปพร้อมกันจึงจะเห็นทีมที่มีความต่อเนื่องในระยะยาว

เกมต่อไปอาจเปลี่ยนทุกอย่าง คาร์ริกต้องแก้อะไรด่วนเพื่อดึงแมนยูกลับเข้าทาง

ตอนนี้สถานการณ์ของ ไมเคิล คาร์ริก กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังไม่ถึงขั้นที่ทุกอย่างถูกตัดสินจากเกมเดียว แต่ผมคิดว่าช่วงเวลาต่อจากนี้สำคัญมาก เพราะแมนยูเปิดฤดูกาลพรีเมียร์ลีกด้วยชัยชนะเพียงหนึ่งจากสี่เกม และเพิ่งตกรอบลีกคัพหลังนำไบรท์ตัน 2-0 ก่อนแพ้ 2-3 คาบ้าน ซึ่งทำให้แรงกดดันรอบตัวผู้จัดการทีมเพิ่มขึ้นแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ เกมพรีเมียร์ลีกนัดถัดไปกับฟูแล่มจึงไม่ใช่แค่เรื่องสามคะแนน แต่เป็นโอกาสสำคัญที่คาร์ริกต้องแสดงให้เห็นว่าทีมสามารถตอบสนองหลังช่วงผลงานแย่ได้จริง Reuters ระบุว่าความกดดันต่อคาร์ริกเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนก่อนเกมนี้ หลังแมนยูมีเพียงหนึ่งชัยชนะจากสี่เกมลีก ขณะที่ความพ่ายแพ้ต่อไบรท์ตันยิ่งทำให้กระแสวิจารณ์หนักขึ้นกว่าเดิม จากที่ผมมอง สิ่งแรกที่ คาร์ริกต้องแก้แมนยู ให้ได้คือความสมดุลของทีม ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนระบบใหม่ทั้งหมด แต่ต้องทำให้ผู้เล่นแต่ละไลน์อยู่ใกล้กันมากขึ้น เพราะหลายเกมที่ผ่านมาแมนยูมีปัญหาเวลาการเพรสชุดแรกถูกแก้ได้ กองกลางกับแนวรับจะเหลือพื้นที่ห่างกันจนคู่แข่งสามารถเล่นผ่านได้ง่าย ถ้าคาร์ริกยังปล่อยให้ทีมยืนห่างแบบนี้ ต่อให้แนวรุกยิงได้มากขึ้น ปัญหาเกมรับก็ยังพร้อมทำลายผลการแข่งขันอยู่ดี เรื่องที่สองคือการบริหารเกม หากขึ้นนำต้องรู้ว่าจะควบคุมอย่างไร เกมกับไบรท์ตันเป็นบทเรียนชัดเจนที่สุด จาก 2-0 กลายเป็น 2-3 เป็นความพ่ายแพ้ในบ้านหลังนำสองประตูครั้งแรกในรอบ 50 ปี และคาร์ริกเองก็รับผิดชอบต่อผลงานครึ่งหลัง สำหรับผม นี่เป็นจุดที่ต้องเห็นการเปลี่ยนแปลงเร็วที่สุด เพราะทีมใหญ่ไม่จำเป็นต้องเล่นดีตลอด 90 นาที แต่ต้องรู้วิธีเอาตัวรอดในช่วงที่เล่นไม่ดี เรื่องที่สามคือ การจัดทีมแมนยู คาร์ริกต้องเริ่มสร้างแกนหลักให้ชัดขึ้นว่าใครคือผู้เล่นที่ไว้ใจได้จริงในเกมสำคัญ การหมุนทีมเป็นเรื่องจำเป็น แต่ถ้าเปลี่ยนมากเกินไปในช่วงที่ทีมยังไม่มีความมั่นใจ มันยิ่งทำให้จังหวะและความเข้าใจระหว่างผู้เล่นหายไป ส่วนเรื่องสุดท้ายคือความเข้มข้น นักเตะต้องกลับมาแสดงพลังและความดุดันตั้งแต่นาทีแรกจนจบ ไม่ใช่เล่นดีเพียงช่วงสั้น ๆ แล้วปล่อยคู่แข่งกลับเข้าสู่เกม หากถามผมว่า อนาคตไมเคิล คาร์ริก จะเป็นอย่างไร ผมคิดว่าคำตอบจะไม่ได้อยู่ในคำให้สัมภาษณ์หลังเกม แต่อยู่ที่ว่าทีมตอบสนองต่อฟูแล่มและช่วงโปรแกรมถัดไปอย่างไร หากแมนยูเริ่มเก็บชัยชนะต่อเนื่อง กระแสกดดันจะลดลงอย่างรวดเร็ว แต่ถ้ายังเห็นปัญหาเดิมทั้งเสียประตูง่าย ปิดเกมไม่ได้ และแก้เกมช้า คำถามเรื่องอนาคตของคาร์ริกก็จะดังขึ้นเรื่อย ๆ เพราะสำหรับสโมสรอย่างแมนยู เวลาสำหรับแก้ตัวมีอยู่เสมอ แต่ไม่เคยมีให้แบบไม่จำกัดครับ

error: Content is protected !!